ข้ามไปที่เนื้อหา

หมวด 2 ส่วน 1: สินทรัพย์ (ข้อ 11-74)

ขอบเขตของส่วนนี้

ส่วนที่ 1 ของหมวด 2 ครอบคลุมการบัญชีสินทรัพย์ทั้งหมด 64 ข้อ จัดกลุ่มได้ดังนี้:

ข้อ กลุ่มสินทรัพย์
11-13 บัญชีสินทรัพย์ทั่วไป + เงินสด
14-17 เงินฝากธนาคาร + เงินฝากสหกรณ์อื่น
18-24 เงินลงทุน
25-33 ลูกหนี้ + ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ + การตัดหนี้สูญ
34-46 สินค้าคงเหลือ
47-49 วัสดุคงเหลือ
50-52 ที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย
53-60 ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ + ค่าเสื่อมราคา + ตีราคาใหม่
61-64 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน
65-66 ค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชี
67-74 สินทรัพย์รับบริจาค

ข้อ 11 — บัญชีสินทรัพย์ (หลักทั่วไป)

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีสินทรัพย์ สำหรับสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนอันมีมูลค่าที่อยู่ในความควบคุมของสหกรณ์ที่เป็นผลของเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งสหกรณ์คาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากสินทรัพย์นั้นในอนาคต

นิยามสินทรัพย์ — 3 องค์ประกอบ

  1. อยู่ในความควบคุม ของสหกรณ์
  2. เป็นผลของ เหตุการณ์ในอดีต
  3. คาดว่าจะได้รับ ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต

สอดคล้องกับนิยามของ TFRS for NPAEs

เงินสด (ข้อ 12-13)

ข้อ 12 — การบันทึกบัญชีเงินสด

วรรค 1: เงินสดต้องบันทึกในวันเกิดรายการ

ให้สหกรณ์บันทึกรายการบัญชีเกี่ยวกับเงินสดในวันที่เกิดรายการนั้น สำหรับรายการอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดให้บันทึกรายการบัญชีภายในสามวันนับแต่วันที่เกิดรายการ

วรรค 2: ความหมายของ "เงินสด"

"เงินสด" ให้หมายความรวมถึง:

  • ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่สหกรณ์มีอยู่
  • เช็คที่ยังไม่ได้นำฝาก
  • เช็คเดินทาง
  • ดราฟต์ของธนาคาร
  • ธนาณัติ

ไม่รวมถึง:

  • ดวงตราไปรษณียากร
  • อากรแสตมป์
  • เช็คลงวันที่ล่วงหน้า
  • ใบยืมและเอกสารทางการเงิน เช่น ตั๋วเงิน พันธบัตรรัฐบาล ใบหุ้นกู้ ใบหุ้นทุน

วรรค 3: เงินสดขาดบัญชี

กรณีสหกรณ์มีจำนวนเงินสด ณ วันตรวจนับน้อยกว่าเงินสดคงเหลือตามบัญชี ให้ถือว่าเป็นเงินสดขาดบัญชี สหกรณ์ต้องดำเนินการ ดังนี้

(1) ให้ผู้รับผิดชอบชดใช้เงินสดขาดบัญชี หากผู้รับผิดชอบยังไม่สามารถชำระคืนได้ทันที ให้ตั้งผู้รับผิดชอบนั้นเป็นลูกหนี้เงินสดขาดบัญชี โดยให้มีการจัดทำหลักฐานรับรองเงินสดขาดบัญชี พร้อมทั้งจัดให้มีหลักประกันโดยมีมูลค่าไม่น้อยกว่าจำนวนเงินสดขาดบัญชี

(2) หากยังไม่สามารถกำหนดผู้รับผิดชอบได้หรืออยู่ระหว่างดำเนินการหาผู้รับผิดชอบ เงินสดขาดบัญชีดังกล่าว ให้สหกรณ์แยกบัญชีเงินสดขาดบัญชีออกจากบัญชีเงินสด และให้บันทึกบัญชีค่าเผื่อเงินสดขาดบัญชีเต็มจำนวน สำหรับเงินสดขาดบัญชีที่อยู่ระหว่างหาผู้รับผิดชอบหรือยังไม่มีผู้รับผิดชอบ ถือเป็นบัญชีปรับมูลค่า เพื่อแสดงเป็นรายการหักออกจากบัญชีเงินสดขาดบัญชีในงบแสดงฐานะการเงิน และบันทึกค่าเสียหายจากเงินสดขาดบัญชีเป็นค่าใช้จ่าย

กรณีสหกรณ์หาผู้รับผิดชอบเงินสดขาดบัญชีได้ สหกรณ์ต้องปรับปรุงบัญชีเงินสดขาดบัญชีเป็นบัญชีลูกหนี้เงินสดขาดบัญชี

วรรค 4: เงินสดเกินบัญชี

กรณีสหกรณ์มีจำนวนเงินสด ณ วันตรวจนับมากกว่าเงินสดคงเหลือตามบัญชี ให้ถือเป็นเงินสดเกินบัญชี สหกรณ์ต้องดำเนินการ ดังนี้

(1) ให้สหกรณ์ปรับปรุงบัญชีเงินสดให้มีจำนวนคงเหลือเท่ากับจำนวนเงินสดที่ตรวจนับได้ โดยเพิ่มในบัญชีเงินสดด้วยจำนวนเงินที่เกินบัญชี และบันทึกไว้ในบัญชีเงินสดเกินบัญชี

(2) ให้สหกรณ์ตรวจสอบค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดเงินสดเกินบัญชี

  • หากค้นหาสาเหตุได้ ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีตามประเภทของรายการเงินที่พบสาเหตุนั้น
  • หากไม่สามารถค้นหาสาเหตุได้ ให้คงบัญชีเงินสดเกินบัญชีไว้จนกว่าจะพ้นอายุความเรียกร้องสิทธิ และเมื่อพ้นอายุความแล้วหากไม่มีผู้ใดใช้สิทธิเรียกร้อง ก็ให้โอนเงินสดเกินบัญชีเป็นรายได้อื่นของสหกรณ์

วรรค 5: ปัดเศษสตางค์

กรณีที่สหกรณ์มีเงินสดเกินบัญชีหรือเงินสดขาดบัญชี อันเป็นผลเนื่องจากการปัดเศษสตางค์ของจำนวนเงิน ให้บันทึกไว้ในบัญชีรายได้อื่นหรือค่าใช้จ่ายอื่นแล้วแต่กรณี

นัยต่อการสอบบัญชี — เงินสดขาด/เกินบัญชี

ขั้นตอนการตรวจ:

  1. Cash count surprise อย่างน้อย 1 ครั้งระหว่างปี (หรือ ณ วันสิ้นปี)
  2. ตรวจสอบ บัญชีเงินสดขาดบัญชี ว่ามีหลักฐานรับรองและหลักประกันครบไหม (วรรค 3 (1))
  3. ตรวจสอบ ค่าเผื่อเงินสดขาดบัญชี ว่าตั้งเต็มจำนวนหรือยัง (วรรค 3 (2))
  4. ตรวจ เงินสดเกินบัญชี ว่ามีการสืบหาสาเหตุไหม / ถ้าพ้นอายุความแล้วโอนเข้ารายได้หรือยัง

เปรียบเทียบกับระเบียบเดิม:

  • ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการตัดเงินสดขาดบัญชี พ.ศ. 2546 — ถูกยกเลิกแล้วโดยข้อ 3 (3) ของระเบียบ 2563
  • หลักการสำคัญคงเดิม แต่บูรณาการเข้ามาในข้อ 12

ข้อ 13 — การเปิดเผยเงินสดขาดบัญชี

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลเงินสดขาดบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงน โดยแสดงรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับเงินสดขาดบัญชีที่เกิดขึ้น

เงินฝากธนาคาร (ข้อ 14-15)

ข้อ 14 — บัญชีเงินฝากธนาคาร

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีเงินฝากธนาคาร สำหรับรายการเงินฝากธนาคารทุกประเภท รวมถึง:

  • สลากออมสิน
  • สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.
  • สลากออมทรัพย์ ธอส.

ข้อ 15 — การเปิดเผยเงินฝากธนาคาร

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลเงินฝากธนาคารในหมายเหตุประกอบงบการเงนเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือภาระผูกพันของเงินฝากธนาคาร

นัยต่อการสอบบัญชี

  • การยืนยันยอดเงินฝากกับธนาคาร (Bank Confirmation) — TSA 505
  • ตรวจสอบเงินฝากที่ติดภาระผูกพัน เช่น ค้ำประกัน บล็อกตามคำสั่งศาล → ต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงน

เงินฝากสหกรณ์อื่น (ข้อ 16-17)

ข้อ 16 — บัญชีเงินฝากสหกรณ์อื่นและค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ

วรรค 1: การบันทึกบัญชี

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีเงินฝากสหกรณ์อื่น สำหรับรายการที่สหกรณ์นำเงินไปฝากไว้ที่ชุมนุมสหกรณ์หรือสหกรณ์อื่น

วรรค 2: เกณฑ์การประมาณการค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ

เงินฝากสหกรณ์อื่นที่มีผลต่อมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ให้พิจารณาการประมาณการค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ ดังนี้

(1) กรณีเงินฝากสหกรณ์อื่นที่มีกำหนดชำระคืนแล้วแต่สหกรณ์ผู้รับฝากไม่สามารถจ่ายคืนเงินฝากได้ ให้สหกรณ์ผู้ฝากรายงานเงินฝากสหกรณ์อื่นที่ถอนไม่ได้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และสหกรณ์ผู้ฝากต้องประมาณการค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญเต็มจำนวนเงินฝากที่ถอนคืนไม่ได้

(2) กรณีสหกรณ์ผู้รับฝากมีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมเกินกึ่งหนึ่งของทุนเรือนหุ้นและงบแสดงฐานะการเงนมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า สหกรณ์ผู้รับฝากขาดสภาพคล่องไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะจ่ายคืนเงินฝากได้ และไม่ได้ดำเนินการจัดทำแผนปรับปรุงการดำเนินงานแต่อย่างใด ให้สหกรณ์ผู้ฝากบันทึกค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญเต็มจำนวนของเงินฝากนั้น

แต่หากสหกรณ์ผู้รับฝากอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ให้สหกรณ์ผู้ฝากทยอยบันทึกค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแผนปรับปรุงการดำเนินงานนั้น

ถ้าสหกรณ์ผู้รับฝากมีฐานะการเงนดีขึ้นโดยงบแสดงฐานะการเงนของสหกรณ์ผู้รับฝากไม่ปรากฏผลขาดทุนสะสมแล้ว หรือสหกรณ์ผู้ฝากได้รับเงินฝากคืน ให้สหกรณ์ผู้ฝากระงับการบันทึกค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ

วรรค 3: การแสดงรายการ

ให้สหกรณ์บันทึกค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ ถือเป็นบัญชีปรับมูลค่า เพื่อแสดงเป็นรายการหักออกจากเงินฝากสหกรณ์อื่นในงบแสดงฐานะการเงน และบันทึกเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ ถือเป็นค่าใช้จ่าย

กรณีที่สหกรณ์ผู้ฝากได้รับเงินฝากคืน ให้สหกรณ์ผู้ฝากโอนปิดบัญชีค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ และบันทึกเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญไว้ในวงเล็บ เพื่อเป็นการลดยอดค่าใช้จ่าย

ข้อ 17 — การเปิดเผยเงินฝากสหกรณ์อื่น

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลเงินฝากสหกรณ์อื่นในหมายเหตุประกอบงบการเงนเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือภาระผูกพันของเงินฝากสหกรณ์อื่นและการถอนคืนไม่ได้

นัยต่อการสอบบัญชี — เงินฝากสหกรณ์อื่น

เป็นจุดเสี่ยงสำคัญในการสอบบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์/ชุมนุม:

  1. ขอ Confirmation ยอดเงินฝากกับสหกรณ์/ชุมนุมที่ผู้รับฝาก
  2. อ่านงบการเงนของสหกรณ์ผู้รับฝาก — ดูว่ามีขาดทุนสะสมเกินกึ่งหนึ่งของทุนเรือนหุ้นไหม + ดูสภาพคล่อง
  3. ถ้ามีกรณี (1) หรือ (2) ตามข้อ 16 — ตรวจว่าสหกรณ์ผู้ฝากตั้งค่าเผื่อเต็มจำนวนหรือยัง
  4. ถ้าผู้รับฝากกำลังทำแผนปรับปรุงตามคำสั่งนายทะเบียน — ตรวจว่าทยอยบันทึกตามแผนหรือไม่

เงินลงทุน (ข้อ 18-24)

ข้อ 18 — ประเภทของเงินลงทุน

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีเงินลงทุน สำหรับรายการเงินที่สหกรณ์นำไปลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง หรือส่งเสริมความเจริญแก่กิจการของสหกรณ์ ตามมาตรา 62 (3) (4) (5) (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยบันทึกบัญชีตามลักษณะของเงินลงทุน ดังนี้

(1) เงินลงทุนทั่วไป

หมายถึง เงินลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด สามารถแยกประเภทเป็นเงินลงทุนระยะสั้น หรือเงินลงทุนระยะยาว เช่น:

  • เงินลงทุนซื้อหุ้นชุมนุมสหกรณ์
  • ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยชุมนุมสหกรณ์

(2) ตราสารหนี้

หมายถึง เงินลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีสัญญาแสดงว่าผู้ออกตราสารมีภาระผูกพันทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะต้องจ่ายเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นให้แก่ผู้ถือตราสารตามจำนวนและเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ โดยชัดเจนหรือโดยปริยาย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้

ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด หมายถึง ตราสารหนี้ที่สหกรณ์มีความตั้งใจแน่วแน่และมีความสามารถที่จะถือไว้จนครบกำหนดไถ่ถอนโดยที่สหกรณ์จะไม่ขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนด

(3) ตราสารทุน

หมายถึง เงินที่สหกรณ์นำไปลงทุนในหุ้นทุนของกิจการที่อยู่ในความต้องการของตลาด

(4) กองทุน

หมายถึง การนำเงินไปฝากให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา โดยมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของแต่ละกองทุน ให้ได้รับผลตอบแทนแล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วนที่ลงทุน โดยบริษัทนั้นจะต้องมีนโยบายนำเงินไปลงทุนตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ กองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล

ข้อ 19 — การจัดประเภทเงินลงทุนตามการวัดมูลค่า

ให้สหกรณ์จัดประเภทเงินลงทุนตามการวัดมูลค่า เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

(1) เงินลงทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด

หมายถึง หลักทรัพย์หรือเงินลงทุนอื่นที่มีการซื้อขายในตลาดที่มีสภาพคล่อง ได้แก่:

  • (1.1) หลักทรัพย์เผื่อขาย — เงินลงทุนในตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนในความต้องการของตลาดที่สหกรณ์ถือไว้โดยมิได้มีวัตถุประสงค์หลักที่จะค้าหลักทรัพย์
  • (1.2) ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

(2) เงินลงทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด

หมายถึง เงินลงทุนทั่วไปของสหกรณ์

ข้อ 20 — ต้นทุนของเงินลงทุน

วรรค 1: ต้นทุนเริ่มแรก

ให้สหกรณ์บันทึกต้นทุนของเงินลงทุนด้วยเงินที่จ่ายโดยตรงทั้งสิ้นที่สหกรณ์จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินลงทุนนั้น เช่น:

  • ราคาจ่ายซื้อเงินลงทุน
  • ค่านายหน้า
  • ค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากร

ต้นทุนของเงินลงทุนดังกล่าว ไม่รวมถึงส่วนเกินหรือส่วนลดของตราสารหนี้

วรรค 2: ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนซื้อ

กรณีสหกรณ์ซื้อตราสารหนี้ที่ระบุอัตราดอกเบี้ยโดยมีดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนที่สหกรณ์จะได้ตราสารหนี้ ซึ่งดอกเบี้ยนั้นรวมอยู่ในราคาซื้อของตราสารหนี้ สหกรณ์ต้องปันส่วนดอกเบี้ยจากตราสารหนี้ที่สหกรณ์ได้รับในเวลาต่อมาให้กับช่วงเวลาก่อนและหลังการซื้อตราสารหนี้ และสหกรณ์ต้องไม่รับรู้ดอกเบี้ยส่วนที่เป็นของช่วงเวลาก่อนการซื้อเป็นรายได้

ข้อ 21 — การจำหน่ายหรือไถ่ถอนเงินลงทุน

วรรค 1: บันทึกผลต่างเป็นกำไร/ขาดทน

ให้สหกรณ์บันทึกการจำหน่ายหรือไถ่ถอนเงินลงทุน โดยต้องบันทึกผลต่างระหว่างเงินที่ได้รับกับมูลค่าตามบัญชีของเงินลงทนเป็นกำไรหรือขาดทุนทันทีที่เกิดรายการ และสหกรณ์ต้องบันทึกกลับรายการบัญชีทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนที่จำหน่ายหรือไถ่ถอนก่อน จึงรับรู้กำไรหรือขาดทุน

ทั้งนี้ การบันทึกการรับรู้กำไรขาดทนสำหรับเงินลงทุนในกองทุนรวมหรือกองทุนส่วนบุคคลให้เป็นไปตามที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนด

วรรค 2: การคำนวณมูลค่าตามบัญชีต่อหน่วย

กรณีสหกรณ์จำหน่ายเงินลงทุนชนิดเดียวกันเพียงบางส่วน มูลค่าตามบัญชีต่อหน่วยที่ใช้ในการบันทึกกำไรหรือขาดทนต้องคำนวณโดยใช้:

  • วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก หรือ
  • วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO)

ข้อ 22 — การด้อยค่าของเงินลงทุน

ให้สหกรณ์บันทึกการด้อยค่าของเงินลงทุน ดังนี้

(1) ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด

เมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่สหกรณ์จะไม่สามารถเรียกเก็บเงินต้นหรือดอกเบี้ยทั้งหมดหรือบางส่วนตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้ ให้สหกรณ์คำนวณรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด โดยคำนวณผลต่างระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับราคาตลาดของตราสารหนี้นั้น

การบันทึกการด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด ให้ปฏิบัติดังนี้

(1.1) สหกรณ์ต้องบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดในงบกำไรขาดทุนทันทีที่เงินลงทนเกิดการด้อยค่า และต้องรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้โดยใช้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตามสัญญาเดิม

(1.2) สหกรณ์ต้องบันทึกเพิ่มมูลค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด เมื่อพบว่ารายการขาดทุนจากการด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดที่ได้รับรู้ไว้ได้หมดไปหรือลดลง โดยบันทึกเพิ่มมูลค่าไว้ในบัญชีกำไรจากการปรับมูลค่าตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด และบันทึกได้ไม่เกินกว่าจำนวนขาดทุนจากการด้อยค่าของตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนดที่เคยบันทึกไว้

(2) หลักทรัพย์เผื่อขายที่อยู่ในความต้องการของตลาด

เป็นตราสารหนี้ทุกชนิดหรือตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นหลักทรัพย์เผื่อขาย จะด้อยค่าเมื่อมีหลักฐานสนับสนุนว่ากิจการที่ออกหลักทรัพย์:

  • กำลังประสบปัญหาทางการเงน
  • ผิดนัดชำระหนี้
  • ผิดเงื่อนไขในสัญญา
  • มีความเป็นไปได้สูงที่กิจการผู้ออกหลักทรัพย์จะล้มละลาย หรือฟื้นฟูกิจการ
  • หรือหลักทรัพย์นั้นไม่มีการซื้อขายในตลาดที่มีสภาพคล่องอีกต่อไป

การบันทึกการด้อยค่า:

(2.1) สหกรณ์ต้องบันทึกการด้อยค่าของหลักทรัพย์เผื่อขายที่อยู่ในความต้องการของตลาดทันทีที่มีหลักฐานสนับสนุนว่า หลักทรัพย์นั้นด้อยค่า โดยการกลับรายการขาดทุนจากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นที่บันทึกไว้ในบัญชีกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทนที่ยังไม่เกิดขึ้น ที่แสดงอยู่ในทุนของสหกรณ์เป็นรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของหลักทรัพย์เผื่อขายในงบกำไรขาดทุนทันที

ยกเว้นกรณีสหกรณ์เคยบันทึกรายการกำไรจากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นไว้ในบัญชีกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นที่แสดงอยู่ในทุนของสหกรณ์ สหกรณ์ต้องกลับบัญชีกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทนที่ยังไม่เกิดขึ้นดังกล่าว ในการบันทึกลดมูลค่าเงินลงทุนก่อนที่จะบันทึกรายการขาดทุนจากการด้อยค่าของหลักทรัพย์เผื่อขายในงบกำไรขาดทุน

(2.2) สหกรณ์ต้องบันทึกเพิ่มมูลค่าของหลักทรัพย์เผื่อขาย เมื่อพบว่ารายการขาดทุนจากการด้อยค่าของหลักทรัพย์เผื่อขายที่ได้รับรู้ไว้หมดไปหรือลดลง ให้บันทึกเพิ่มมูลค่าไว้ในบัญชีกำไรจากการปรับมูลค่าหลักทรัพย์เผื่อขาย และบันทึกได้ไม่เกินกว่าจำนวนขาดทุนจากการด้อยค่าของหลักทรัพย์เผื่อขายที่เคยบันทึกไว้

(3) เงินลงทุนทั่วไป

จะด้อยค่าเมื่อมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามูลค่าตามบัญชีของเงินลงทุนทั่วไปสูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน เช่น:

  • หุ้นชุมนุมสหกรณ์ จะด้อยค่า เมื่อปรากฏว่าหมายเหตุประกอบงบการเงนของชุมนุมสหกรณ์ระบุมูลค่าต่อหุ้นที่คำนวณใหม่ตามวิธีการที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าต่อหุ้นที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของชุมนุมสหกรณ์

การบันทึกการด้อยค่า:

(3.1) บันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนทั่วไปทันทีที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าเงินลงทุนทั่วไปด้อยค่า

(3.2) สหกรณ์ต้องบันทึกการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนทั่วไป เมื่อพบว่ารายการขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนทั่วไปที่รับรู้ไว้หมดไปหรือลดลง ให้บันทึกเพิ่มมูลค่าไว้ในบัญชีกำไรจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนทั่วไป และบันทึกได้ไม่เกินกว่าจำนวนขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนทั่วไปที่เคยบันทึกไว้

วรรคสุดท้าย: การแสดงรายการ

ให้สหกรณ์บันทึกการด้อยค่าของเงินลงทนไว้ในบัญชีค่าเผื่อการปรับมูลค่าเงินลงทุนในงบแสดงฐานะการเงน และบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าไว้ในบัญชีขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนในงบกำไรขาดทุน

ข้อ 23 — การแสดงมูลค่าเงินลงทุน ณ วันสิ้นปี

ให้สหกรณ์แสดงมูลค่าเงินลงทุน ณ วันสิ้นปีทางบัญชีในงบแสดงฐานะการเงน ดังนี้

ประเภท วิธีแสดงมูลค่า
(1) เงินลงทุนทั่วไป หรือตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด ราคาทุน
(2) ตราสารทุนและตราสารหนี้ที่ถือไม่ครบกำหนดที่อยู่ในความต้องการของตลาด (หลักทรัพย์เผื่อขาย) มูลค่ายุติธรรม
(3) ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด ราคาทุนตัดจำหน่าย

สำหรับ (2) หลักทรัพย์เผื่อขาย:

สหกรณ์ต้องบันทึกปรับมูลค่าส่วนต่างระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนไว้ในบัญชีค่าเผื่อการปรับมูลค่าเงินลงทุน เพื่อปรับมูลค่าตามบัญชีของเงินลงทนให้เท่ากับมูลค่ายุติธรรม และส่วนเกินหรือต่ำกว่าทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าของเงินลงทนแสดงไว้ในบัญชีกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นรายการภายใต้ทุนของสหกรณ์

เมื่อมีการจำหน่ายหลักทรัพย์ จึงบันทึกการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุนในบัญชีกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นนั้น เป็นกำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่ายเงินลงทุน โดยบันทึกปรับได้ไม่เกินจำนวน กำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นของเงินลงทุนแต่ละรายการเท่านั้น

สำหรับ (3) ตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด:

ต้องแสดงในงบแสดงฐานะการเงนด้วยราคาทุนตัดจำหน่าย ซึ่งหมายถึง ราคาทุนของตราสารหนี้ที่ได้มาหรือโอนมาตั้งแต่เริ่มแรก หักเงินต้นที่จ่ายคืน และบวกหรือหักค่าตัดจำหน่ายสะสมของส่วนต่างระหว่างราคาทุนเริ่มแรกกับมูลค่าที่ตราไว้ การตัดจำหน่ายส่วนต่างดังกล่าวต้องใช้วิธีคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งเป็นอัตราคงที่ตลอดอายุของตราสารหนี้ หรือวิธีอื่นที่ให้ผลไม่แตกต่างจากวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อ 24 — การเปิดเผยข้อมูลเงินลงทน

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลเงินลงทุนในหมายเหตุประกอบงบการเงน ดังนี้

(1) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการวัดมูลค่าเงินลงทุน การคำนวณต้นทุนของเงินลงทุน และการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุน

(2) มูลค่าของหน่วยลงทุนแต่ละหน่วยตามมูลค่ายุติธรรม ราคาทุน หรือราคาทุนตัดจำหน่าย ตลอดจนเปิดเผยราคาทุนรวมของเงินลงทุนบวกหรือหักด้วยค่าเผื่อการปรับมูลค่าเงินลงทุน แยกเป็นเงินลงทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด และเงินลงทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ให้แสดงตามระยะเวลาถือครองเงินลงทนเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว

(3) ข้อมูลเกี่ยวกับกำไร (ขาดทุน) จากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น โดยเปิดเผยให้ทราบถึงจำนวนเงินต้นงวด การเปลี่ยนแปลงในระหว่างงวด และจำนวนเงินคงเหลือในวันสิ้นปีทางบัญชี

(4) ข้อมูลเกี่ยวกับการด้อยค่าของเงินลงทนในระหว่างปี โดยเปิดเผยให้ทราบถึงมูลค่าเงินลงทุนตามบัญชีคงเหลือ จำนวนผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุน และสาเหตุของการด้อยค่าเงินลงทุนนั้น

นัยต่อการสอบบัญชี — เงินลงทุน (ข้อ 18-24)

เงินลงทุนของสหกรณ์เป็นรายการที่ผู้สอบบัญชีต้องตรวจอย่างละเอียด:

  1. ตรวจการลงทุนตามมาตรา 62 พ.ร.บ.สหกรณ์ — ลงทุนได้เฉพาะ (3)-(7) เท่านั้น (ผ่านชุมนุม, ตั๋วสัญญาฯ, พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นที่กระทรวงการคลังค้ำ, ฯลฯ) ถ้าลงทุนนอกขอบเขต = ผิดกฎหมาย
  2. ตรวจการจัดประเภทเงินลงทุน ให้ตรง 3 ประเภทตามข้อ 19
  3. ตรวจการรับรู้การด้อยค่า — โดยเฉพาะ (3) เงินลงทุนทั่วไป กรณีหุ้นชุมนุม ดูมูลค่าต่อหุ้นที่ชุมนุมคำนวณใหม่
  4. ตรวจการวัดมูลค่า ณ สิ้นปี ให้ตรงตามข้อ 23 — ถ้าเป็นหลักทรัพย์เผื่อขายต้องวัดที่ FV
  5. ตรวจการเปิดเผยข้อมูล ตามข้อ 24 ครบ 4 หัวข้อหรือไม่

ลูกหนี้และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (ข้อ 25-33) ⭐

ส่วนสำคัญที่สุดของระเบียบ

ส่วนนี้เป็นหัวใจของการสอบบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์/เครดิตยูเนียน เพราะลูกหนี้เงินกู้เป็นสินทรัพย์หลัก

ที่ต้องสังเกต:

  • Case A (สอ./คย. ที่หักเงิน ณ ที่จ่าย) — ใช้ระเบียบ 2544 ต่อ ตามบทเฉพาะกาล ข้อ 88
  • Case B (สหกรณ์อื่นๆ ตาม ม.33/1 (1)-(5)) — ใช้ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตามข้อ 26 (1)
  • Case C (สอ./คย. ที่ไม่หักเงิน ณ ที่จ่าย และเป็น ม.33/1 (6)-(7)) — ใช้กฎกระทรวงจัดชั้นสินทรัพย์ ตามข้อ 26 (2) ⚠️ ยังไม่ออกใช้บังคับ

ข้อ 25 — บัญชีลูกหนี้เงินกู้

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีลูกหนี้เงินกู้ สำหรับรายการลูกหนี้ที่เกิดจากสัญญาเงินกู้ รวมถึงลูกหนี้อื่นอันมีมูลหนี้ที่เกิดจากการให้เงินกู้ เช่น:

  • ลูกหนี้เงินกู้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้
  • ลูกหนี้เงินกู้ขาดสมาชิกภาพ
  • ลูกหนี้เงินกู้ระหว่างดำเนินคดี
  • ลูกหนี้เงินกู้ตามคำพิพากษา

ข้อ 26 — การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้เงินกู้ ⭐

วรรค 1: เกณฑ์การประมาณการตามประเภทสหกรณ์

ให้สหกรณ์ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้ที่คาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี เพื่อปรับมูลค่าของลูกหนี้เงินกู้ โดยแสดงเป็นรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหักจากบัญชีลูกหนี้เงินกู้ในงบแสดงฐานะการเงน ดังนี้

(1) สหกรณ์ตามมาตรา 33/1 (1) (2) (3) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกลุ่มเกษตรกร ให้ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

(2) สหกรณ์ตามมาตรา 33/1 (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรอง

วรรค 2: รายการที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนประมาณการค่าเผื่อ (หลักประกัน)

ให้นำรายการดังต่อไปนี้ มาพิจารณาก่อนประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี

(1) จำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้หลังวันสิ้นปีทางบัญชี แต่ก่อนวันที่ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นต่องบการเงน

(2) เงินฝากของลูกหนี้ที่ฝากไว้กับสหกรณ์ตามจำนวนเงินที่เจ้าของบัญชีเงินฝากดังกล่าวทำสัญญาตกลงผูกพันค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้และให้สิทธิแก่สหกรณ์สามารถถอนเงินฝากเพื่อชำระหนี้ได้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ

(3) หลักทรัพย์รัฐบาล หรือหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ย และเจ้าของหลักทรัพย์นั้นได้ทำสัญญาตกลงผูกพันค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ ให้หักได้ตามมูลค่าหลักทรัพย์เท่าที่ได้นำมาเป็นหลักประกันกับสหกรณ์

(4) ที่ดิน หรือที่ดินพร้อมอาคาร สิ่งปลูกสร้างที่จดจำนองไว้กับสหกรณ์

  • กรณีประเมินโดยทางราชการ — หักได้เต็มจำนวน
  • กรณีประเมินโดยผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาต — หักได้ร้อยละ 70 ของราคาประเมิน

ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่าวงเงินที่ระบุไว้ในสัญญาจำนอง

นัยต่อการสอบบัญชี — ข้อ 26 สำคัญที่สุดของระเบียบ

ขั้นตอนตรวจสอบ:

  1. ตรวจการแบ่ง Case ของสหกรณ์ก่อน (Case A, B, หรือ C)
  2. Case A — ใช้ ข้อ 88 บทเฉพาะกาล → ระเบียบ 2544 → ตรวจตามอายุค้างชำระ
  3. Case B — ใช้ประกาศกรมฯ → ผู้สอบต้องอ่านประกาศฉบับล่าสุดด้วย
  4. Case C — ใช้กฎกระทรวง → ⚠️ กฎกระทรวงยังไม่ออก = ปฏิบัติยังไม่ชัดเจน อาจปรึกษากรมตรวจ

เรื่องหลักประกัน (วรรค 2):

  • กรณี (1) Subsequent Receipts — ให้นำเงินที่ลูกหนี้ชำระหลังวันสิ้นปีแต่ก่อนวันที่ผู้สอบลงนามมาหักก่อนตั้งค่าเผื่อ → ผู้สอบต้องตรวจ cut-off ให้ถูก
  • กรณี (4) ที่ดินจำนอง:
    • ราคาประเมินทางราชการ → หัก 100%
    • ราคาประเมินจากผู้ประเมินรับอนุญาต → หัก 70%
    • ทั้งสองกรณีจำกัดที่วงเงินจำนอง

ข้อ 27 — บัญชีลูกหนี้การค้า

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีลูกหนี้การค้า สำหรับรายการลูกหนี้ที่ค้างชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการที่สหกรณ์ได้ขายหรือให้บริการไปแล้วตามปกติ รวมถึง:

  • ลูกหนี้ขายผ่านบัญชี
  • ลูกหนี้จากการขายผ่อนชำระหรือเช่าซื้อ
  • ลูกหนี้ค่าบริการ

การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้การค้าที่คาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อ 26 เพื่อปรับมูลค่าของลูกหนี้การค้า และแสดงเป็นรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหักจากบัญชีลูกหนี้การค้าในงบแสดงฐานะการเงน

ข้อ 28 — บัญชีลูกหนี้อื่น

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีลูกหนี้อื่น สำหรับรายการลูกหนี้ที่ไม่อาจจัดอยู่ในประเภทของลูกหนี้เงินกู้และลูกหนี้การค้า รวมถึงหนี้สินที่กรรมการและเจ้าหน้าที่มีต่อสหกรณ์ไม่ว่าในลักษณะใดก็ตาม โดยบันทึกบัญชีลูกหนี้อื่นแยกออกตามประเภทของการเกิดรายการ เช่น:

  • ลูกหนี้เงินสดขาดบัญชี
  • ลูกหนี้เงินยืมทดรอง

การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้อื่นที่คาดว่าจะเรียกเก็บไม่ได้ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อ 26 เพื่อปรับมูลค่าของลูกหนี้อื่น และแสดงเป็นรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหักจากบัญชีลูกหนี้อื่นในงบแสดงฐานะการเงน

ข้อ 29 — ลำดับการหักชำระหนี้

ให้สหกรณ์นำจำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้มาหัก:

  1. ค่าปรับค้างรับ
  2. ดอกเบี้ยค้างรับ
  3. ค่าปรับรับประจำปี
  4. ดอกเบี้ยรับประจำปี
  5. ต้นเงิน

ตามลำดับ

นัยต่อการสอบบัญชี

ลำดับนี้สำคัญต่อ:

  • การคำนวณ ดอกเบี้ยค้างรับ ที่ถูกต้อง
  • การ NPL aging ที่ถูกต้อง (ถ้านำไปหักต้นเงินก่อน อาจทำให้ลูกหนี้ดูปกติทั้งที่ยังค้างดอกเบี้ย)
  • ตรวจในระบบบัญชีว่าตั้งค่าลำดับการหักชำระตรงตามนี้หรือไม่

ข้อ 30 — เกณฑ์การตัดจำหน่ายหนี้สูญ ⭐

ลูกหนี้ที่สามารถตัดจำหน่ายหนี้สูญได้ ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการของสหกรณ์ และมีลักษณะ ดังนี้

(1) ต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณี หรือมีการฟ้องคดีแล้วแต่ไม่ได้รับการชำระหนี้

(2) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย หรือศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นคนสาบสูญ และไม่มีทรัพย์สินหรือสิทธิใดๆ จะเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ หากฟ้องคดีไปก็ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้นไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับชำระ

(3) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้และอยู่ในลำดับที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

(4) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง และในกรณีนั้นๆ ได้มีคำบังคับหรือคำสั่งของศาลแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้

(5) ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย และในกรณีนั้นๆ ได้มีการประนอมหนี้กับลูกหนี้ โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้น

(6) ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย และได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกแล้ว

(7) ลูกหนี้แต่ละรายที่มีจำนวนหนี้รวมกันไม่เกินสามหมื่นบาท หากสหกรณ์มีหลักฐานการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณีแล้วแต่ไม่ได้รับชำระหนี้ และหากจะฟ้องลูกหนี้ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่คุ้มกับหนี้ที่จะได้รับชำระ

ข้อ 31 — วิธีการตัดจำหน่ายหนี้สูญ

วรรค 1: เงื่อนไขก่อนตัดจำหน่าย

ให้สหกรณ์ตัดจำหน่ายหนี้สูญ ในกรณีที่หนี้นั้นมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้เต็มจำนวนหนี้ที่จะขอตัดจำหน่ายแล้วในคราวปิดบัญชีประจำปีก่อนการขออนุมัติตัดจำหน่ายหนี้สูญ

วรรค 2: ขั้นตอนการขออนุมัติ

ให้สหกรณ์ดำเนินการ ดังนี้

(1) กำหนดระเบียบวาระการประชุมใหญ่ เรื่อง การตัดจำหน่ายหนี้สูญ ในคราวปิดบัญชีประจำปีก่อนการขออนุมัติตัดจำหน่ายหนี้สูญ เพื่อพิจารณาอนุมัติตัดจำหน่ายหนี้สูญ โดยจัดให้มีข้อมูลแนบระเบียบวาระการประชุมใหญ่ ดังนี้:

  • (1.1) จำนวนหนี้ที่ขออนุมัติตัดจำหน่ายจากบัญชี
  • (1.2) คำชี้แจงสภาพหลักฐานและการดำเนินการติดตามทวงถามหนี้
  • (1.3) เหตุผลในการขอตัดจำหน่ายหนี้สูญ
  • (1.4) ความเห็นของที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์

(2) ต้องมีมติอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ โดยมีคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มาประชุม

(3) เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติอนุมัติให้ตัดจำหน่ายหนี้สูญได้ ให้บันทึกไว้ในรายงานการประชุมด้วยว่า การอนุมัติตัดจำหน่ายหนี้สูญเป็นเพียงการปฏิบัติทางบัญชีเท่านั้น มิได้เป็นการระงับซึ่งสิทธิเรียกร้องจากผู้ต้องรับผิดชอบต่อสหกรณ์แต่อย่างใด

วรรค 3: การบันทึกบัญชี

การตัดจำหน่ายหนี้สูญให้สหกรณ์:

  • บันทึกลดยอดลูกหนี้
  • บันทึกหนี้สูญถือเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน
  • โอนกลับบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและบัญชีหนี้สงสัยจะสูญ

ข้อ 32 — การได้รับชำระหนี้คืนหลังตัดจำหน่ายแล้ว

ให้สหกรณ์บันทึกกลับรายการบัญชีลูกหนี้และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เกี่ยวข้อง และบันทึกหนี้สูญรับคืนเป็นรายได้ด้วยจำนวนเงินที่ได้รับคืน เมื่อสหกรณ์ตัดจำหน่ายหนี้สูญไปแล้วและลูกหนี้นำเงินมาชำระหนี้

ข้อ 33 — การเปิดเผยข้อมูลลูกหนี้

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลลูกหนี้เงินกู้ ลูกหนี้การค้า และลูกหนี้อื่นในหมายเหตุประกอบงบการเงน ดังนี้

(1) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

(2) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการระงับการรับรู้รายได้ที่เกิดจากดอกเบี้ยเงินให้กู้ของลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ตามเกณฑ์คงค้าง และเปิดเผยจำนวนเงินที่ไม่ได้รับรู้เข้าเป็นรายได้ ซึ่งหากได้นำเข้าเป็นรายได้แล้วจะมีผลให้สหกรณ์มีกำไรสุทธิเป็นจำนวนเท่าใด

(3) วิธีการคำนวณค่าปรับกรณีลูกหนี้การค้าค้างชำระเกินระยะเครดิตที่ระบุในสัญญา

(4) วิธีการคำนวณยอดลูกหนี้จากการขายผ่อนชำระหรือเช่าซื้อ

(5) มติที่ประชุมใหญ่ที่อนุมัติในกรณีให้ตัดจำหน่ายหนี้สูญ

นัยต่อการสอบบัญชี — การตัดหนี้สูญ

การตัดหนี้สูญต้องตรวจอย่างเข้มงวด:

  1. เงื่อนไขก่อน — ต้องตั้งค่าเผื่อเต็มจำนวนแล้ว (ข้อ 31 วรรค 1) → ตรวจ trial balance
  2. มติที่ประชุมใหญ่ — ต้องเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มาประชุม → ตรวจรายงานการประชุม
  3. คุณสมบัติหนี้ — ต้องเข้า 1 ใน 7 กรณีของข้อ 30 → ขอเอกสารหลักฐาน เช่น มรณบัตร, คำพิพากษาคดีแพ่ง, คำสั่งล้มละลาย
  4. การเปิดเผย — ต้องระบุมติที่ประชุมใหญ่ในหมายเหตุประกอบงบการเงน (ข้อ 33 (5))

เปรียบเทียบกับระเบียบเดิม:

  • ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการตัดจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ พ.ศ. 2546 — ถูกยกเลิกแล้ว ตามข้อ 3 (4)
  • หลักการสำคัญคงเดิม แต่เกณฑ์ขยายให้กว้างขึ้น (เพิ่ม (7) หนี้ไม่เกิน 30,000 บาท)

สินค้าคงเหลือ (ข้อ 34-46)

ข้อ 34 — บัญชีสินค้าคงเหลือ

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ สำหรับรายการสินทรัพย์ที่มีไว้เพื่อขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจโดยปกติ หรืออยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขาย หรือมีไว้ใช้ในการผลิตสินค้าหรือให้บริการ หรือต้นทุนงานให้บริการส่วนที่สหกรณ์ยังไม่ได้รับรู้เป็นรายได้

ซึ่งประกอบด้วย ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการให้บริการ รวมทั้งบุคลากรที่ควบคุมดูแลและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ หรือสินค้าที่ส่งไปฝากขายและยังไม่ได้บันทึกบัญชีขายสินค้า หรือสินค้าที่บันทึกบัญชีซื้อแล้วแต่ได้รับไม่ครบ หรือสินค้ายึดคืนรอขาย

ข้อ 35 — วิธีบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ

วรรค 1: วิธีการบันทึก

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือโดยใช้วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือเมื่อวันสิ้นปีทางบัญชี (Periodic Inventory) และให้จัดทำทะเบียนคุมสินค้าทุกครั้งที่มีการซื้อและขายสินค้า

วรรค 2: การบันทึกซื้อสินค้า

การบันทึกซื้อสินค้าให้บันทึกในราคาที่ซื้อสินค้านั้น รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ได้จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้านั้นมาอยู่ในสภาพที่พร้อมจะขายได้

สำหรับราคาทุนของสินค้าที่ผลิตขึ้นเองเพื่อจำหน่าย ประกอบด้วย:

  • ต้นทุนของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
  • ค่าแรงงานโดยตรงในการผลิต
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกี่ยวกับการผลิตสินค้านั้น

วรรค 3-4: ของแถม

กรณีของแถมเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน: นำมูลค่าจำนวนเงินที่จ่ายค่าสินค้าที่ซื้อทั้งหมดหารด้วยจำนวนหน่วยสินค้าที่ได้รับทั้งหมด

กรณีของแถมต่างขนาดหรือต่างชนิด: ให้ประมาณราคาที่คาดว่าจะขายได้ของสินค้าทั้งหมดรวมทั้งสินค้าที่ได้รับเป็นของแถมด้วย แล้วเฉลี่ยเป็นราคาทุนให้สินค้าทุกชิ้นที่ซื้อมาทั้งสิ้นรวมทั้งสินค้าแถมด้วย

ข้อ 36 — สินค้ายึดคืนรอขาย

ให้สหกรณ์ที่ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าแล้วโดยการขายผ่อนชำระหรือให้เช่าซื้อต่อมาได้ยึดสินค้าคืน ให้บันทึกสินค้ายึดคืนรอขายด้วยมูลค่าลูกหนี้จากการขายผ่อนชำระหรือเช่าซื้อคงเหลือตามบัญชีหลังจากหักดอกผลจากการขายผ่อนชำระหรือเช่าซื้อรอตัดบัญชี และกำไรขั้นต้นจากการขายผ่อนชำระหรือเช่าซื้อรอตัดบัญชี รวมทั้งบัญชีอื่นที่เกี่ยวข้องเมื่อลูกค้าไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ค่าสินค้าได้

ข้อ 37 — การเบิกสินค้าไปใช้

ให้สหกรณ์ที่เบิกสินค้าไปใช้ในการดำเนินงานของสหกรณ์ บันทึกสินค้าที่เบิกใช้เป็นค่าใช้จ่ายตามประเภทที่นำสินค้าไปใช้ และบันทึกสินค้าเบิกใช้เพื่อการดำเนินงาน โดยบันทึกด้วยราคาทุน

การเบิกสินค้าไปใช้ในการผลิตสินค้า ให้บันทึกเป็นค่าวัตถุดิบ/วัสดุใช้สิ้นเปลือง และบันทึกสินค้าเบิกใช้เพื่อการผลิต โดยบันทึกด้วยราคาทุน

การนำสินค้าไปแถม แจกฟรี หรือให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกค้า ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย และบันทึกสินค้าเบิกใช้เพื่อการส่งเสริมการขาย โดยบันทึกด้วยราคาทุน

ข้อ 38 — การตรวจนับสินค้าคงเหลือ

ให้สหกรณ์ตรวจนับสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี โดยจัดทำทะเบียนคุมสินค้าและวัตถุดิบ และต้องมีการตรวจนับสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี โดยผู้ที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงในการเก็บรักษาสินค้าเป็นกรรมการตรวจนับ ไม่น้อยกว่า 3 คน

เพื่อให้ทราบปริมาณและสภาพของสินค้าที่เหลืออยู่ตามความเป็นจริง โดยให้แยกรายละเอียดสินค้าคงเหลือสภาพปกติ สินค้าที่เสื่อมหรือชำรุดที่ตรวจนับได้ไว้ต่างหากจากกัน

ทั้งนี้ ไม่นับรวม:

  • สินค้ารับฝากขายที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชีซื้อ
  • สินค้าที่ขายแล้วแต่ผู้ซื้อยังไม่มารับสินค้า
  • สินค้าเสื่อมสภาพเสียหายที่ได้รับอนุมัติให้ตัดบัญชีแล้ว

ข้อ 39 — การจัดประเภทสินค้าคงเหลือ

ให้สหกรณ์จัดประเภทสินค้าคงเหลือที่ตรวจนับได้ โดยแยกออกตามสภาพ เป็น 2 กลุ่ม

(1) สินค้าคงเหลือสภาพปกติ — สินค้าคงเหลือซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมที่จะขายหรือสามารถนำไปใช้ในการผลิตสินค้าหรือให้บริการ

(2) สินค้าคงเหลือสภาพเสื่อมชำรุด — สินค้าคงเหลือที่มีสภาพเสื่อมชำรุด ล้าสมัย แต่ยังสามารถขายได้

ข้อ 40 — การคำนวณมูลค่าสินค้าคงเหลือสภาพปกติ

ให้สหกรณ์คำนวณมูลค่าสินค้าคงเหลือสภาพปกติ ณ วันสิ้นปีทางบัญชีด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า (Lower of Cost or NRV)

โดยสหกรณ์สามารถเลือกใช้วิธีการคำนวณราคาทุน ดังนี้:

(1) วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) — สินค้าที่ซื้อหรือผลิตขึ้นก่อนจะถูกขายออกไปก่อน ดังนั้น สินค้าที่เหลืออยู่จะเป็นสินค้าที่ซื้อหรือผลิตครั้งหลังสุดย้อนขึ้นไปตามลำดับ

(2) วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) — นำราคาทุนทั้งหมดของสินค้าที่ซื้อมาหารด้วยจำนวนหน่วยของสินค้านั้น และนำราคาถัวเฉลี่ยต่อหน่วยที่คำนวณได้คูณด้วยจำนวนหน่วยของสินค้าคงเหลือในวันสิ้นปีทางบัญชี

สหกรณ์ต้องใช้วิธีเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ สำหรับสินค้าคงเหลือที่มีลักษณะและการใช้คล้ายคลึงกัน

ข้อ 41 — สินค้าคงเหลือสภาพเสื่อมชำรุด

ให้สหกรณ์บันทึกมูลค่าสินค้าคงเหลือสภาพเสื่อมชำรุด ด้วยราคาลดลงตามราคาที่คาดว่าจะจำหน่ายได้

กรณีสินค้าที่เสื่อมหรือชำรุดลดลงต่ำกว่าราคาทุน ให้จัดทำรายละเอียดประกอบการขอลดราคาโดยให้มีข้อมูลเกี่ยวกับ:

  • ประเภทสินค้า
  • จำนวน
  • ราคาทุน
  • ราคาที่ลดลง
  • เหตุผลที่ลดราคา

เสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ก่อนการจำหน่ายตามราคาที่ลดลง

ข้อ 42 — การปรับมูลค่าสินค้า / สินค้าขาดบัญชี

วรรค 1: ปรับมูลค่าให้เท่ากับ NRV

ให้สหกรณ์บันทึกมูลค่าที่ลดลงของสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี เนื่องจากการปรับมูลค่าให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับเป็นผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง ถือเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่ปรับมูลค่าสินค้าลดลง

วรรค 2: สินค้าขาดบัญชี

สินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นปีทางบัญชีหรือวันตรวจนับ มีจำนวนน้อยกว่าสินค้าคงเหลือตามบัญชี หรือจำนวนสินค้าคงเหลือตามบัญชีที่เกินหลังจากหักลดหย่อนแล้ว ให้ถือเป็นสินค้าขาดบัญชี

โดยให้สหกรณ์โอนบัญชีแยกออกจากสินค้าคงเหลือตามบัญชีโดยใช้ราคาขายรวมภาษีขาย ณ วันสิ้นปีทางบัญชี หรือวันตรวจนับเป็นเกณฑ์ในการบันทึกบัญชีและดำเนินการหาผู้รับผิดชอบ

ข้อ 43 — การลดหย่อนสินค้าขาดบัญชี

ให้สหกรณ์พิจารณาการลดหย่อนสินค้าคงเหลือขาดบัญชี ดังนี้:

(1) สินค้าประเภทพืชผลทางการเกษตร — ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พิจารณาลดหย่อนสำหรับสินค้าที่มีการยุบตัวหรือสูญเสียน้ำหนักตามสภาพของสินค้านั้น โดยให้ดำเนินการทดสอบอัตราการยุบตัวตามสภาพของพืชผลทางการเกษตรนั้นขึ้นเป็นการเฉพาะ และจะต้องมีหลักฐานพิสูจน์ว่าอัตราการทดสอบนั้นได้กำหนดขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

(2) สินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง — ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พิจารณาลดหย่อนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดหายเนื่องจากการระเหยของน้ำมันตามสภาพปกติได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมสรรพากรกำหนด

ข้อ 44 — การบันทึกสินค้าขาดบัญชี

ให้สหกรณ์บันทึกสินค้าขาดบัญชี สำหรับสินค้าคงเหลือตามบัญชีส่วนที่เกินจากสินค้าคงเหลือที่ตรวจนับได้ หลังหักลดหย่อนสินค้าคงเหลือขาดบัญชีแล้ว ดังนี้:

(1) ถ้ามีผู้รับผิดชอบ ให้ผู้รับผิดชอบชดใช้สินค้าขาดบัญชีด้วยราคาขายรวมภาษีขาย

กรณีผู้รับผิดชอบยังไม่สามารถชำระคืนได้ ให้ตั้งผู้รับผิดชอบนั้นเป็นลูกหนี้สินค้าขาดบัญชี โดยให้มีการจัดทำหลักฐานรับสภาพความผิดจากสินค้าขาดบัญชี พร้อมทั้งจัดให้มีหลักประกันโดยให้มีมูลค่าไม่น้อยกว่าสินค้าขาดบัญชีตามราคาขายรวมภาษีขาย

(2) ถ้ายังไม่สามารถกำหนดผู้รับผิดชอบหรืออยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาหาผู้รับผิดชอบ สินค้าขาดบัญชีดังกล่าวถือเป็นสินค้าขาดบัญชีมีมูลค่าตามราคาขายรวมภาษีขาย ซึ่งจะต้องตั้งค่าเผื่อสินค้าขาดบัญชีและค่าเสียหายจากสินค้าขาดบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน

(3) ถ้าสามารถหาผู้รับผิดชอบสินค้าขาดบัญชีได้ในเวลาต่อมา ให้ปรับปรุงบัญชีสินค้าขาดบัญชีเป็นบัญชีลูกหนี้สินค้าขาดบัญชี

ข้อ 45 — สินค้าเสื่อมสภาพเสียหาย

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีสินค้าเสื่อมสภาพเสียหาย สำหรับรายการสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากภัยต่างๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ถูกโจรกรรม เป็นต้น ซึ่งสหกรณ์ไม่ได้ทำประกันภัยและสินค้านั้นไม่สามารถขายได้

โดยให้ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีมติอนุมัติให้ตัดจำหน่ายออกจากบัญชี และบันทึกเป็นค่าเสียหายจากสินค้าเสื่อมสภาพทั้งจำนวนด้วยราคาทุน และแสดงเป็นรายการหักสินค้าที่มีเพื่อขายในงบต้นทุนขาย

กรณีสินค้ามีสภาพขายได้ ให้ถือเป็นสินค้าคงเหลือ และตีราคาลดลงตามสภาพที่คาดว่าจะขายได้

กรณีสินค้าทำประกันภัย ให้บันทึกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายของสหกรณ์ และบันทึกจำนวนเงินที่ได้รับชดเชยจากบริษัทประกันเป็นรายได้ของสหกรณ์

ข้อ 46 — การเปิดเผยข้อมูลสินค้าคงเหลือ

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลสินค้าคงเหลือในหมายเหตุประกอบงบการเงน ดังนี้:

(1) นโยบายการบัญชีที่ใช้ในการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือตามราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า โดยเปิดเผยวิธีที่ใช้คำนวณราคาทุนของสินค้าแต่ละประเภท

(2) รายการลดราคาขายสินค้าลงต่ำกว่าราคาทุนในระหว่างปีเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่ลดราคา จำนวน ประเภทสินค้า จำนวนที่ลดราคา วันที่และครั้งที่ของการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่มีมติให้ลดราคา

(3) รายการลดหย่อนสินค้าในระหว่างปีเกี่ยวกับปริมาณและจำนวนเงินที่ลดหย่อน ประเภทสินค้า วันที่และครั้งที่ของการประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ที่มีมติให้ลดหย่อน

(4) รายการสินค้าที่เสียหายจากภัยพิบัติต่างๆ เกี่ยวกับประเภทสินค้า ปริมาณ และจำนวนเงินที่ได้รับความเสียหาย

นัยต่อการสอบบัญชี — สินค้าคงเหลือ

  1. เข้าร่วมการตรวจนับ (Inventory Observation) — TSA 501 — ดูว่าสหกรณ์มีกรรมการตรวจนับ ≥ 3 คน + ผู้ตรวจไม่มีหน้าที่เก็บรักษา
  2. ตรวจการบันทึก — Periodic vs. Perpetual (ระเบียบกำหนด Periodic)
  3. NRV Test — ราคาทุน vs. มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ → ใช้ราคาที่ต่ำกว่า
  4. สินค้าขาดบัญชี — ใช้ราคาขายรวม VAT ในการบันทึก (ไม่ใช่ราคาทุน)
  5. ระเบียบเดิม — ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการตัดสินค้าขาดบัญชี พ.ศ. 2546 ถูกยกเลิก ตามข้อ 3 (5) — รวมเข้ามาในข้อ 42-44

วัสดุคงเหลือ (ข้อ 47-49)

ข้อ 47 — บัญชีวัสดุคงเหลือ

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีวัสดุคงเหลือ สำหรับรายการของใช้สิ้นเปลืองในโรงงานและในสำนักงานซึงมีไว้เพื่อใช้ มิใช่มีไว้เพื่อจำหน่าย

ข้อ 48 — การตรวจนับและวัดมูลค่า

ให้สหกรณ์ตรวจนับวัสดุคงเหลือโดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการตรวจนับสินค้าคงเหลือ และบันทึกมูลค่าวัสดุคงเหลือสภาพปกติด้วยราคาทุน

ข้อ 49 — การเปิดเผย

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลวัสดุคงเหลือในหมายเหตุประกอบงบการเงน โดยเปิดเผยนโยบายการบัญชีในการวัดมูลค่าวัสดุคงเหลือด้วยราคาทุน

ที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย (ข้อ 50-52)

ข้อ 50 — บัญชีที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย

วรรค 1: การบันทึกเริ่มแรก

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย สำหรับรายการที่ดินและทรัพย์ที่ติดกับที่ดิน ซึ่งสหกรณ์ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้แทนการชำระด้วยเงินสด

โดยพิจารณามูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายจากการสำรวจและประเมินราคาที่ดินก่อนการรับชำระหนี้ และบันทึกมูลค่าที่ดินที่ได้รับแทนการชำระหนี้รอขายดังนี้:

  • กรณีประเมินโดยทางราชการ — บันทึกเต็มจำนวน
  • กรณีใช้ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาต — รับรู้มูลค่าร้อยละ 70 ของราคาประเมิน

โดยสหกรณ์ต้องจัดทำทะเบียนคุมที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย และตรวจนับที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย พร้อมกับตรวจสอบเอกสารสิทธิ ทุกวันสิ้นปีทางบัญชี

วรรค 2: ส่วนเกินมูลค่า

กรณีสหกรณ์ได้รับที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินที่ลูกหนี้เป็นหนี้ ให้บันทึกส่วนต่างไว้ในบัญชีส่วนเกินมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย โดยแสดงรายการไว้ในทุนของสหกรณ์

ข้อ 51 — เมื่อขายที่ดิน

ให้สหกรณ์บันทึกกลับรายการบัญชีส่วนเกินมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย เมื่อสหกรณ์ขายที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย ทั้งนี้ ต้องไม่เกินจากส่วนเกินมูลค่าของที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายแปลงที่ขาย เพื่อรับรู้เป็นกำไรหรือขาดทุนจากการขายที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย

ข้อ 52 — การเปิดเผยข้อมูล

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลที่ดินแทนการชำระหนี้รอขายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงน ดังนี้:

(1) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การวัดมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย

(2) ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการได้มาของที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย เช่น:

  • วันที่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้สหกรณ์
  • จำนวนลูกหนี้
  • เลขที่สัญญาเงินกู้
  • จำนวนหนี้คงเหลือ
  • วัน เดือน ปีที่ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
  • จำนวนแปลง
  • จำนวนเนื้อที่
  • ราคาประเมิน
  • ส่วนเกินมูลค่าที่ดินแทนการชำระหนี้รอขาย ตามมติคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์

ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (ข้อ 53-60)

ข้อ 53 — บัญชีที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์

วรรค 1: ขอบเขต

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ สำหรับรายการสินทรัพย์ที่มีตัวตน ที่สหกรณ์มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิต เพื่อใช้ในการจำหน่ายสินค้า ให้บริการ ให้เช่า หรือเพื่อใช้ในการบริหารงาน ซึ่งคาดว่าจะใช้ประโยชน์มากกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี

วรรค 2: ต้นทุนเริ่มแรก + ต้นทุนภายหลัง

การบันทึกต้นทุนของสินทรัพย์ให้บันทึกด้วยราคาทุนที่จ่ายเพื่อให้ได้มาหรือก่อสร้าง สิ่งปลูกสร้างรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ รวมถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นภายหลังการรับรู้มูลค่าเริ่มแรก และมีการซ่อมบำรุง ต่อเติม ดัดแปลง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงแทนส่วนประกอบของรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ รวมทั้งชิ้นส่วนอุปกรณ์สำรองที่ใช้ในการซ่อมบำรุงเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

จะต้องรับรู้เป็นบัญชีที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่สหกรณ์จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจากรายการนั้น และสามารถวัดมูลค่าต้นทุนของรายการนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ

ข้อ 54 — การวัดมูลค่าต้นทุน

วรรค 1: สินทรัพย์ที่ซื้อมา

ให้สหกรณ์บันทึกต้นทุนของสินทรัพย์ที่ซื้อมาด้วย:

  • ราคาซื้อรวมภาษีอากรขาเข้า
  • ภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้
  • ค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อให้ได้มา
  • ต้นทุนการกู้ยืม (ตามเงื่อนไข)
  • ต้นทุนทางตรงอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการจัดหาสินทรัพย์ เพื่อให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

กรณีมีส่วนลดและค่าภาษีที่จะได้รับคืน ให้นำมาหักออกจากราคาซื้อด้วย

วรรค 2: สินทรัพย์ที่สร้างขึ้นเอง

ต้นทุนของสินทรัพย์ที่สร้างขึ้นเองให้บันทึกด้วยราคาทุนของสินทรัพย์ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนทางตรงที่เกี่ยวกับการสร้างสินทรัพย์ และต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อสร้างสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขรวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์เมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ว่าต้นทุนการกู้ยืมดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต

วรรค 3: การแลกเปลี่ยน

การวัดมูลค่าของสินทรัพย์ที่นำไปแลกเปลี่ยนให้บันทึกด้วยมูลค่ายุติธรรม เว้นแต่มูลค่ายุติธรรมที่ได้มามีหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจนให้ใช้มูลค่ายุติธรรมที่ได้มา

หากสหกรณ์ไม่สามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ ต้องบันทึกสินทรัพย์ที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนด้วยราคาทุนตามบัญชีของสินทรัพย์ที่นำไปแลกเปลี่ยน

วรรค 4: การได้มาหลายชนิดในราคารวม

การวัดมูลค่าราคาทุนของสินทรัพย์ที่ได้มาหลายชนิดในราคารวมกัน ให้แยกราคาทุนของสินทรัพย์แต่ละชนิดออกจากกัน กรณีไม่ทราบราคาต้องมีการประเมินราคาสินทรัพย์แต่ละชนิดโดยผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาต

ข้อ 55 — รายจ่ายภายหลังการได้มา

ให้สหกรณ์บันทึกรายจ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับสินทรัพย์มาแล้ว และรายจ่ายนั้นเป็นผลทำให้สินทรัพย์ของสหกรณ์มีสภาพดีขึ้น หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับมาตรฐานการใช้งาน เช่น:

  • มีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น
  • มีเนื้อที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น

ให้ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

แต่หากรายจ่ายนั้นมีผลให้สามารถรักษาสภาพของมาตรฐานในการใช้งานของสินทรัพย์ไว้ โดยไม่มีการเพิ่มประสิทธิภาพ ให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีที่เกิดขึ้น

ข้อ 56 — การตรวจนับสินทรัพย์

ให้สหกรณ์ตรวจนับสินทรัพย์ พร้อมกับตรวจสอบเอกสารสิทธิ เพื่อให้ทราบกรรมสิทธิ์ ความครบถ้วน และสภาพของสินทรัพย์ตามความเป็นจริงทุกวันสิ้นปีทางบัญชี และให้บันทึกเป็นรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์นั้นด้วยราคาทุนหักค่าเสื่อมราคาสะสม

ข้อ 57 — การตีราคาสินทรัพย์ใหม่

วรรค 1: หลักเกณฑ์ทั่วไป

สหกรณ์สามารถตีราคาสินทรัพย์ใหม่ได้ตามมูลค่ายุติธรรมที่ได้จากการประเมินราคาโดยผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาต การตีราคาใหม่ต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอซึ่งรอบระยะเวลาของการพิจารณาตีราคาใหม่แต่ละครั้งต้องไม่ต่ำกว่า 5 ปีบัญชีของสหกรณ์

โดยให้สหกรณ์ตีราคาสินทรัพย์ทุกรายการที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับรายการที่ตีราคาใหม่พร้อมกัน เพื่อมิให้มีการเลือกตีราคาเฉพาะบางรายการ และเพื่อมิให้มูลค่าของรายการที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่แสดงอยู่ในงบการเงนมีทั้งราคาทุนและราคาที่ตีใหม่ปะปนกัน

วรรค 2: ตีราคาใหม่ครั้งแรกเพิ่มขึ้น

กรณีที่ตีราคาสินทรัพย์ใหม่เป็นครั้งแรก แล้วทำให้สินทรัพย์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สหกรณ์ต้องรับรู้มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นไว้ในบัญชีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ โดยแสดงไว้ในทุนของสหกรณ์ในงบแสดงฐานะการเงน

หากต่อมามีการตีราคาลดลงให้นำส่วนที่ลดลงจากการตีราคาใหม่ไปหักออกจากบัญชีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ ได้ไม่เกินจำนวนที่เคยตีราคาเพิ่มสำหรับสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน หากราคาส่วนที่ลดลงจากการตีราคาใหม่ยังคงเหลือ ให้บันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ถือเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการตีราคาลดลงนั้น

วรรค 3: ตีราคาใหม่ครั้งแรกลดลง

กรณีตีราคาสินทรัพย์ใหม่เป็นครั้งแรก แล้วทำให้สินทรัพย์มีมูลค่าลดลง

(ก) สินทรัพย์ประเภทคิดค่าเสื่อมราคา + ใช้มูลค่ายุติธรรม: เพิ่มยอดค่าเสื่อมราคาสะสมให้มีจำนวนเท่ากับที่จะทำให้ราคาตามบัญชีของสินทรัพย์เท่ากับราคาที่ตีใหม่ โดยรับรู้มูลค่าที่ลดลงเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ ถือเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตีราคาสินทรัพย์ลดลงนั้น

(ข) ที่ดิน: ให้ปรับลดยอดมูลค่าที่ดินลง โดยให้รับรู้มูลค่าที่ลดลงนั้น เป็นขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ ถือเป็นค่าใช้จ่ายทันทีในปีที่มีการตีราคาที่ดินลดลง

ต่อมามีการตีราคาที่ดินเพิ่มขึ้น ส่วนเพิ่มจากการตีราคาใหม่ ให้รับรู้เป็นกำไรจากการตีราคาที่ดิน ถือเป็นรายได้ ได้ไม่เกินจำนวนที่เคยตีราคาลดลง ซึ่งได้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน สำหรับส่วนที่เกินจำนวนที่เคยตีราคาลดลง ให้บันทึกเป็นส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ แสดงไว้ในทุนของสหกรณ์ในงบแสดงฐานะการเงน

วรรค 4: การโอนปิดบัญชีส่วนเกนทุนฯ

สำหรับบัญชีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์:

  • กรณีสินทรัพย์ประเภทไม่คิดค่าเสื่อมราคา (ที่ดิน) — บัญชีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์จะถูกโอนปิดไปเมื่อมีการนำสินทรัพย์ดังกล่าวออกขาย
  • กรณีสินทรัพย์ประเภทคิดค่าเสื่อมราคา — บัญชีส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์ให้โอนไปยังบัญชีทุนสำรอง ตามส่วนที่ถือเป็นรายการที่เกิดขึ้นแล้วเมื่อมีการใช้สินทรัพย์นั้น

โดยจำนวนของส่วนเกินทุนที่ถือเป็นรายการที่เกิดขึ้นแล้ว คำนวณจากผลต่างระหว่างค่าเสื่อมราคาที่คำนวณจากราคาตามบัญชีที่ตีใหม่ กับค่าเสื่อมราคาที่คำนวณจากราคาทุนเดิม

ข้อ 58 — การคำนวณค่าเสื่อมราคา ⭐

วรรค 1: หลักทั่วไป

ให้สหกรณ์คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่จะมีการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานหรืออาจจะเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้งาน

มูลค่าเสื่อมสภาพของรายการอาคาร และอุปกรณ์ต้องปันส่วนเป็นค่าเสื่อมราคาอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาต้องสะท้อนถึงประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่สหกรณ์ได้รับจากการใช้สินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคาที่เกิดขึ้นแต่ละงวดต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย ยกเว้น ค่าเสื่อมราคาที่ต้องนำไปรวมเป็นราคาตามบัญชีของสินทรัพย์ชนิดอื่น

สหกรณ์ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาที่ดิน ที่สหกรณ์ถือไว้เพื่อใช้ในการดำเนินงาน

วรรค 2: อัตราค่าเสื่อมราคา

การคำนวณค่าเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ์ในแต่ละรอบปีทางบัญชี สหกรณ์ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเมื่อสินทรัพย์พร้อมใช้งาน ให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งาน และใกล้เคียงกับความเป็นจริง โดยใช้เกณฑ์ ดังนี้:

ประเภทสินทรัพย์ อัตราต่อปี
(ก) อาคารถาวร หรือสิ่งปลูกสร้าง ร้อยละ 2.5 - 10
(ข) เครื่องสุขาว เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ เครื่องยนต์ ร้อยละ 5 - 20
(ค) เรือยนต์และอุปกรณ์เรือ ร้อยละ 10 - 15
(ง) รถยนต์ ร้อยละ 10 - 20
(จ) ครุภัณฑ์และอุปกรณ์สำนักงาน ร้อยละ 10 - 20
(ฉ) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ร้อยละ 20 - 25

วรรค 3: หลักเกณฑ์เสริม

(1) อาคารและอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบเข้ากันแต่มีอายุการใช้งานต่างกัน ให้แยกส่วนประกอบและคำนวณค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานของแต่ละส่วนประกอบนั้น

(2) อาคารและอุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานไม่เต็มปี ให้คำนวณตามระยะเวลาเป็นวันนับจากวันที่อาคารและอุปกรณ์นั้นพร้อมใช้งาน และให้นับ 1 ปี มี 365 วัน

(3) เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาถึงงวดสุดท้ายแล้วให้คงเหลือมูลค่าอาคารและอุปกรณ์ไว้ 1 บาทต่อหน่วย จนกว่าอาคารและอุปกรณ์นั้นจะสิ้นสภาพหรือตัดบัญชี

วรรค 4: วิธีการคำนวณค่าเสื่อม

การคำนวณค่าเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ์ให้เลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้:

(1) วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) — ใช้สำหรับสินทรัพย์ที่มีการเสื่อมสภาพไปตามระยะเวลามากกว่าเสื่อมสภาพเพราะการใช้งาน เป็นการเสื่อมสภาพเท่ากันทุกปี และเป็นวิธีที่มีผลทำให้ค่าเสื่อมราคามีจำนวนคงที่ตลอดอายุการให้ประโยชน์ของสินทรัพย์ อัตราค่าเสื่อมราคาให้คิดเป็นร้อยละต่อปี

(2) วิธีอัตราลดลงตามผลรวมจำนวนปี (Sum-of-Years-Digits Method) — ใช้สำหรับสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพการใช้งานสูงในระยะแรก และประโยชน์ที่ให้ในระยะหลังไม่แน่นอน หรือถ้าใช้งานไปนานอาจเกิดค่าซ่อมแซมมาก ทั้งนี้ ระยะเวลาที่คิดค่าเสื่อมราคาต้องไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ (1) สำหรับอาคารและอุปกรณ์ประเภทเดียวกัน

วรรค 5: การใช้วิธีอย่างสม่ำเสมอ + การเปลี่ยน

กรณีสหกรณ์เลือกใช้วิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคาวิธีใดวิธีหนึ่งแล้ว จะต้องใช้วิธีนั้นอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุการใช้งานของอาคารและอุปกรณ์นั้น และค่าเสื่อมราคาที่คำนวณได้ ให้แสดงไว้ในบัญชีค่าเสื่อมราคาสะสมของอาคารและอุปกรณ์ แยกตามประเภทของอาคารและอุปกรณ์ที่เกิดค่าเสื่อมราคานั้น และให้บันทึกรายการค่าเสื่อมราคาไว้ในทะเบียนสินทรัพย์

ต่อมาหากสหกรณ์ซื้อสินทรัพย์ประเภทเดิมเพิ่มเติมอีก สหกรณ์สามารถพิจารณาเปลี่ยนวิธีการคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อเพิ่มเติมได้ ถ้าเห็นว่าวิธีคิดค่าเสื่อมราคาวิธีใหม่จะสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะการใช้งานและประโยชน์ที่ได้รับชัดเจนขึ้น และถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริง โดยสหกรณ์ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อเพิ่มเติมไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงนด้วย

วรรค 6: การปรับปรุงเมื่อถือใช้ระเบียบใหม่

กรณีที่สหกรณ์ได้คำนวณค่าเสื่อมราคาก่อนถือใช้ระเบียบนี้ สหกรณ์อาจพิจารณาปรับปรุงการคำนวณค่าเสื่อมราคาใหม่ได้ โดยจะต้องมีการประเมินอายุการใช้งานที่เหลืออยู่ของสินทรัพย์นั้น ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่าระยะเวลาที่ระเบียบกำหนด

ข้อ 59 — การเลิกใช้สินทรัพย์

กรณี 1: เลิกใช้เพราะหมดอายุการใช้งาน

ให้สหกรณ์บันทึกการเลิกใช้สินทรัพย์ที่หมดอายุการใช้งานแล้วและต้องการตัดจำหน่ายสินทรัพย์เนื่องจากไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้อีก

  • หากสินทรัพย์ที่เลิกใช้ไม่มีมูลค่าซาก — ให้สหกรณ์คิดค่าเสื่อมราคาจนหมดมูลค่าของสินทรัพย์ที่เลิกใช้ และโอนปิดค่าเสื่อมราคาสะสมทั้งหมดของสินทรัพย์ที่เลิกใช้ไปยังบัญชีสินทรัพย์ที่เลิกใช้
  • หากสินทรัพย์ที่เลิกใช้มีมูลค่าซากคงเหลือ — ให้โอนปิดสินทรัพย์ที่เลิกใช้ด้วยราคาทุนและค่าเสื่อมราคาสะสมทั้งหมดของสินทรัพย์ที่เลิกใช้ ผลต่างคือมูลค่าซากของสินทรัพย์ที่สหกรณ์ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก ให้บันทึกเป็นขาดทุนจากการเลิกใช้สินทรัพย์ ถือเป็นค่าใช้จ่าย

ต่อมาหากขายซากได้ในปีเดียวกับปีที่เลิกใช้สินทรัพย์ จำนวนเงินที่ขายซากได้ให้นำไปลดยอดขาดทุนจากการเลิกใช้สินทรัพย์จนหมดก่อน จำนวนเงินส่วนที่เหลือให้นำไปบันทึกเป็นกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์

กรณี 2: เลิกใช้ที่ยังไม่หมดอายุ — ถาวร

การเลิกใช้สินทรัพย์ที่ยังไม่หมดอายุการใช้งานเป็นการถาวร ให้สหกรณ์บันทึกข้อมูล วัน เดือน ปี ที่เลิกใช้สินทรัพย์ไว้ในทะเบียนสินทรัพย์ และให้คำนวณค่าเสื่อมราคาตามปกติต่อไป จนกว่าจะสามารถจำหน่ายสินทรัพย์ที่เลิกใช้นั้น ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

และเมื่อจำหน่ายสินทรัพย์ที่เลิกใช้ได้ ให้คิดค่าเสื่อมราคาตั้งแต่วันต้นปีบัญชีจนถึงวันจำหน่ายสินทรัพย์ และโอนปิดบัญชีสินทรัพย์ที่เลิกใช้และค่าเสื่อมราคาสะสม ผลต่างที่เกิดขึ้นระหว่างจำนวนเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายกับมูลค่าตามบัญชีบันทึกเป็นกำไร (ขาดทุน) จากการจำหน่ายสินทรัพย์

กรณี 3: เลิกใช้ที่ยังไม่หมดอายุ — ชั่วคราว

การเลิกใช้สินทรัพย์ที่ยังไม่หมดอายุการใช้งานเป็นการชั่วคราว ให้สหกรณ์บันทึกค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่เลิกใช้ โดยคำนวณตั้งแต่วันต้นปีบัญชีถึงวันที่เลิกใช้ ถือเป็นต้นทุนการผลิต หรือค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจหรือค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

ต่อมานำสินทรัพย์กลับมาใช้งาน ให้เริ่มคำนวณค่าเสื่อมราคาตั้งแต่วันที่เริ่มใช้ถึงวันสิ้นปีบัญชี โดยค่าเสื่อมราคาที่คำนวณได้ ให้ถือเป็นต้นทุนการผลิต หรือค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ หรือค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามแต่กรณี ขึ้นอยู่กับสินทรัพย์นั้นใช้เพื่อการใด

กรณี 4: เลิกใช้เพราะเสียหาย

การเลิกใช้สินทรัพย์เนื่องจากสินทรัพย์สูญหายหรือได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงก่อนหมดอายุการใช้งาน และสหกรณ์ไม่ได้ทำประกันภัยสินทรัพย์ ให้สหกรณ์รับรู้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นด้วยราคาทุนของสินทรัพย์ หักค่าเสื่อมราคาสะสมของสินทรัพย์ที่สูญหายหรือได้รับความเสียหาย บันทึกเป็นค่าเสียหายจากสินทรัพย์ โดยระบุประเภทของสินทรัพย์

หากมีค่าใช้จ่ายอื่นเนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในปีเดียวกับปีที่เกิดความเสียหาย เช่น ค่ารื้อถอน ค่าขนย้าย ให้บันทึกเป็นค่าเสียหายจากสินทรัพย์ หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นในปีถัดไป ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

ถ้าสหกรณ์สามารถขายซากสินทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายได้ ให้บันทึกเป็นรายได้อื่น

หากสหกรณ์ทำประกันภัยสินทรัพย์ เมื่อได้รับการชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนสำหรับสินทรัพย์ที่ได้รับความเสียหาย ให้บันทึกจำนวนเงินที่ได้รับชดใช้เป็นรายได้อื่น

กรณี 5: เลิกใช้เพราะเสียหายบางส่วน

การเลิกใช้สินทรัพย์เนื่องจากสินทรัพย์ได้รับความเสียหายบางส่วน และสหกรณ์ได้จ่ายค่าซ่อมแซมเพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อไป ให้สหกรณ์ประเมินราคาสินทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายนั้นว่ามีมูลค่าคงเหลือเท่าใด แล้วปรับปรุงบัญชีให้มีมูลค่าคงเหลือเท่ากับราคาที่ประเมิน โดยผลต่างที่เกิดขึ้นให้บันทึกเป็นค่าเสียหายจากสินทรัพย์ โดยระบุประเภทสินทรัพย์

และหากมีการจ่ายเงินซ่อมแซมสินทรัพย์ที่เสียหายในปีเดียวกับปีที่เกิดความเสียหาย ให้บันทึกจำนวนค่าซ่อมแซมไว้เป็นค่าเสียหายจากสินทรัพย์ แต่หากจ่ายเงินในปีถัดไปให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และให้คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ได้รับความเสียหายต่อไปตามอายุการใช้งานที่เหลือ ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณได้ถือเป็นต้นทุนการผลิต หรือค่าใช้จ่ายเฉพาะธุรกิจ หรือค่าใช้จ่ายดำเนินงานขึ้นอยู่กับสินทรัพย์นั้นใช้เพื่อการใด

ข้อ 60 — การเปิดเผยข้อมูลที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ในหมายเหตุประกอบงบการเงน ดังนี้:

(1) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับเกณฑ์การวัดมูลค่าราคาทุนและวิธีการคำนวณค่าเสื่อมราคา

(2) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการตีราคาสินทรัพย์ใหม่ โดยแสดงให้เห็นถึงราคาตามบัญชี การปรับเพิ่มหรือลดด้วยส่วนที่ตีราคาเพิ่มหรือลด ตลอดจนเปิดเผยว่าการเปลี่ยนแปลงการตีราคาทุนโดยผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาต หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตีราคา และมูลค่าที่เปลี่ยนแปลง

(3) จำนวนและข้อจำกัดในกรรมสิทธิ์ของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลักประกันหนี้สิน

นัยต่อการสอบบัญชี — ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ (ข้อ 53-60)

  1. การแยกส่วนประกอบ — ตามข้อ 58 (3) (1) สินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานต่างกันต้องแยกส่วน เช่น โครงอาคาร vs. หลังคา vs. ลิฟต์
  2. อัตราค่าเสื่อมราคา — อยู่ในช่วงตามตาราง (ไม่ใช่ค่าตายตัว) — สหกรณ์เลือกได้แต่ต้องสมเหตุสมผลและสม่ำเสมอ
  3. การตีราคาใหม่ — ทุก 5 ปี + ใช้ผู้ประเมินรับอนุญาต + ตีราคาทั้งประเภทเดียวกัน
  4. มูลค่าซาก 1 บาทต่อหน่วย — ตามข้อ 58 (3) (3)
  5. การตรวจนับสินทรัพย์ + เอกสารสิทธิ ทุกสิ้นปี (ข้อ 56)
  6. ตรวจ การจำแนกระหว่างต้นทุนเพิ่มมูลค่า vs. ค่าใช้จ่ายซ่อมแซม (ข้อ 55)

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ข้อ 61-64)

ข้อ 61 — บัญชีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

วรรค 1: ขอบเขต

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน สำหรับรายการสินทรัพย์ที่ไม่เป็นตัวเงิน ที่สามารถระบุได้ และไม่มีลักษณะทางกายภาพ โดยบันทึกบัญชีแยกออกตามประเภทของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น:

  • สินทรัพย์ทางปัญญา
  • โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร สัมปทาน
  • สิทธิการเช่า
  • สิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรืออาคาร
  • สิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์ต่างๆ
  • สิทธิในการใช้ประโยชน์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างก่อสร้าง

วรรค 2: ต้นทุน

การบันทึกต้นทุนของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้วยราคาทุน โดยประกอบด้วย:

  • ราคาซื้อรวมภาษีนำเข้าและภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้
  • รายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดเตรียมสินทรัพย์นั้นให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้ตามประสงค์ เช่น ค่าธรรมเนียมวิชาชีพทางกฎหมาย ค่าใช้จ่ายการทดสอบสภาพความพร้อมใช้ประโยชน์

สำหรับส่วนลดการค้าและภาษีที่ได้รับคืน ให้นำมาหักออกจากราคาซื้อ

ข้อ 62 — การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

วรรค 1: หลักทั่วไป

ให้สหกรณ์บันทึกการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเมื่อพร้อมใช้ประโยชน์ โดยรับรู้ค่าตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นค่าใช้จ่าย และให้บันทึกค่าตัดจำหน่ายหักจากบัญชีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีการตัดจำหน่ายนั้นโดยตรง ณ วันสิ้นปีทางบัญชีตามระยะเวลาที่ใช้ประโยชน์ ดังนี้:

(1) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการให้ประโยชน์จำกัด

ให้สหกรณ์ตัดจำหน่ายโดยวิธีเส้นตรงตามระยะเวลาของการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ ดังนี้:

  • (1.1) ตามอายุการให้ประโยชน์ที่ถูกจำกัด
  • (1.2) กรณีอายุการให้ประโยชน์ของสินทรัพย์น้อยกว่าอายุสิทธิตามกฎหมายหรือข้อผูกพันสัญญา ให้ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ตามอายุการให้ประโยชน์ที่แท้จริง
  • (1.3) กรณีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมีอายุการให้ประโยชน์ไม่เต็มปี ให้คำนวณค่าตัดจำหน่ายเป็นวันนับจากวันที่สินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้นพร้อมที่จะใช้ประโยชน์ได้ และให้นับ 1 ปีมี 365 วัน
  • (1.4) การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่เกี่ยวกับอาคารและอุปกรณ์ต้องตัดจำหน่ายไม่น้อยกว่าจำนวนที่คำนวณตามอัตราค่าเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ์ที่กำหนดไว้

(2) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการให้ประโยชน์ไม่จำกัด

ให้คำนวณค่าตัดจำหน่ายตามอัตราค่าเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ์ที่กำหนดไว้ หากไม่มีอัตราค่าเสื่อมราคาตามที่กำหนด ให้สหกรณ์ตัดจำหน่ายได้ไม่เกิน 10 ปี

(3) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนจากโครงการของรัฐบาล

กรณีสหกรณ์ได้รับสิทธิการใช้ประโยชน์ในสินทรัพย์จากโครงการของรัฐบาล ให้ตัดจำหน่ายไม่น้อยกว่าจำนวนที่คำนวณจากอัตราค่าเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ์ของสินทรัพย์นั้นกำหนดไว้

(4) มูลค่าคงเหลือ ณ สิ้นปี

ณ วันสิ้นปีทางบัญชี มูลค่าคงเหลือตามบัญชีของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจะเท่ากับยอดสุทธิหลังจากหักค่าตัดจำหน่าย และในปีสุดท้ายของการตัดจำหน่ายให้ตัดจำหน่ายจนหมดมูลค่าทางบัญชี มูลค่าคงเหลือของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจะเท่ากับศูนย์

ข้อ 63 — การเลิกใช้/ขายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

วรรค 1: เลิกใช้

ให้สหกรณ์ที่เลิกใช้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ยังไม่หมดอายุการให้ประโยชน์ และสหกรณ์คาดว่าจะไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้นอีกต่อไป ให้สหกรณ์ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนดังกล่าวออกจากบัญชีจนหมดมูลค่าทางบัญชีในปีที่ไม่ได้รับประโยชน์แล้ว

วรรค 2: ขาย

กรณีสหกรณ์ขายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้ ให้รับรู้ผลต่างระหว่างจำนวนเงินสุทธิที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนกับมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้น เป็นกำไร (ขาดทุน) จากการจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในงบกำไรขาดทุนทันทีที่เกิดขึ้น

ข้อ 64 — การเปิดเผย

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในหมายเหตุประกอบงบการเงน ดังนี้:

(1) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับวิธีการตัดจำหน่ายและอัตราการตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน

(2) กรณีสหกรณ์มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ตัดจำหน่ายจนหมดมูลค่าทางบัญชีแล้ว แต่ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตนดังกล่าวไปจนกว่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้นจะไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก โดยเปิดเผยไว้ภายใต้หัวข้อสินทรัพย์ไม่มีตัวตน แต่ถ้าในงบการเงนไม่มีหัวข้อสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เนื่องจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตนทุกรายการได้ตัดจำหน่ายจนหมดมูลค่าทางบัญชีแล้ว ก็ให้เปิดเผยข้อมูลไว้ภายใต้หัวข้ออื่นๆ

ค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชี (ข้อ 65-66)

ข้อ 65 — บัญชีค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชี

วรรค 1: ขอบเขต

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชี สำหรับรายการค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่เกิดขึ้นและเป็นประโยชน์แก่การดำเนินธุรกิจระยะยาวในภายหน้า ซึ่งสหกรณ์จะต้องตัดจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในระยะเวลานานกว่าหนึ่งงวดบัญชี เช่น ค่าปรับปรุง ซ่อมแซมและค่าตกแต่ง ซึ่งใช้เงินเป็นจำนวนมาก

ให้สหกรณ์ถือเป็นค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชี

วรรค 2: การคำนวณค่าตัดจ่าย

การคำนวณค่าตัดจ่ายเป็นรายปีเพื่อตัดออกจากบัญชีค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชีในแต่ละรอบปีบัญชี ต้องให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี

ข้อ 66 — การเปิดเผย

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงน โดยเปิดเผยนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับระยะเวลาในการตัดจ่ายค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชีเป็นรายปี

สินทรัพย์รับบริจาค (ข้อ 67-74)

ภาพรวมการรับบริจาค

ระเบียบนี้แยกการรับบริจาคออกเป็น 2 ประเภทหลัก:

  1. บริจาคไม่ระบุวัตถุประสงค์ (ข้อ 67) — เข้าทุนสำรองทันที
  2. บริจาคระบุวัตถุประสงค์ (ข้อ 68-72) — เข้าทุนเพื่อการนั้น + ทยอยรับรู้เป็นรายได้เมื่อใช้

ระเบียบเดิม ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยสินทรัพย์ที่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรได้รับบริจาคหรืออุดหนุน พ.ศ. 2547 ถูกยกเลิกแล้วโดยข้อ 3 (6) — บูรณาการเข้ามาในข้อ 67-74

ข้อ 67 — เงินบริจาคไม่ระบุวัตถุประสงค์

ให้สหกรณ์บันทึกเงินที่ได้รับบริจาคที่ผู้บริจาคมิได้กำหนดให้ใช้เพื่อการใดการหนึ่ง คู่กับทุนสำรอง และเมื่อสหกรณ์นำเงินไปใช้จ่ายในการดำเนินงาน ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายตามประเภทที่ใช้จ่ายนั้น

กรณีนำเงินที่ได้รับบริจาคไปจัดหาสินทรัพย์:

  • ให้บันทึกบัญชีสินทรัพย์ประเภทนั้นที่จัดหาได้
  • หากสหกรณ์ต้องจ่ายเงินสมทบจากทุนดำเนินงานหรือทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์นั้น ให้บันทึกจำนวนเงินที่ต้องจ่ายสมทบไปเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์
  • กรณีจ่ายจากทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ ให้โอนลดยอดทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ ไปสมทบทุนสำรอง

และถ้าเป็นสินทรัพย์ที่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาหรือตัดจำหน่ายให้คำนวณตามอัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายที่คำนวณได้ ถือเป็นค่าใช้จ่าย

ข้อ 68 — เงินบริจาคระบุวัตถุประสงค์

วรรค 1: หลักทั่วไป

ให้สหกรณ์บันทึกเงินที่ได้รับบริจาค ที่ผู้บริจาคกำหนดให้ใช้เพื่อการใดการหนึ่ง ให้บันทึกเงินที่ได้รับบริจาคคู่กับบัญชีทุนเพื่อการนั้น ที่แสดงให้เห็นถึงภาระผูกพันที่สหกรณ์จะต้องดำเนินการนำทุนเพื่อการนั้นไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

เมื่อสหกรณ์นำเงินที่ได้รับบริจาคไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ให้สหกรณ์ลดยอดทุนเพื่อการนั้นเพื่อให้ทุนเพื่อการนั้นหมดสิ้นไป

วรรค 2: นำเงินบริจาคไปจัดหาสินทรัพย์

การนำเงินที่ได้รับบริจาคไปจัดหาสินทรัพย์ ให้บันทึกสินทรัพย์ที่จัดหาได้ตามจำนวนเงินที่จ่าย พร้อมกับโอนปิดยอดทุนเพื่อการนั้นไปบันทึกเป็นรายได้จากการรับบริจาคสินทรัพย์รอการรับรู้

หากสหกรณ์จ่ายเงินสมทบจากทุนดำเนินงานหรือทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ ให้สหกรณ์บันทึกจำนวนเงินที่ต้องจ่ายสมทบไปเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนสินทรัพย์ หากจ่ายจากทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ ให้โอนลดยอดทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ ไปสมทบทุนสำรอง

วรรค 3: การคำนวณค่าเสื่อมราคา/ค่าตัดจำหน่าย

กรณีสินทรัพย์ที่สหกรณ์จัดหามาด้วยเงินรับบริจาคเป็นประเภทต้องคิดค่าเสื่อมราคาหรือเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ต้องตัดจำหน่ายในวันสิ้นปีทางบัญชี ให้สหกรณ์คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์นั้นตามอายุการใช้งาน

ค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายที่คำนวณได้ ให้บันทึกไว้ในบัญชีค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่าย และให้โอนลดยอดบัญชีรายได้จากการรับบริจาคสินทรัพย์รอการรับรู้ ไปบันทึกเป็นรายได้จากการรับบริจาคสินทรัพย์ ตามจำนวนค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายที่คำนวณจากสินทรัพย์ที่จัดหามาด้วยเงินที่ได้รับบริจาค

เพื่อให้สหกรณ์มีรายได้ไปชดเชยกับค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่าย

ข้อ 69 — บัญชีเงินฝากแยกต่างหาก

ให้สหกรณ์เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารหรือสหกรณ์อื่นสำหรับเงินที่ได้รับบริจาคที่มีจำนวนเงินเป็นสาระสำคัญแยกไว้ต่างหาก และเมื่อเกิดดอกผลขึ้นในระหว่างนำเงินดังกล่าวไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคแต่ยังไม่เสร็จสิ้น ให้นำดอกผลดังกล่าวสมทบเข้าไปในบัญชีทุนเพื่อการนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้จ่ายหรือจัดหาสินทรัพย์ตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง

ข้อ 70 — การรับบริจาคที่ดิน

ให้สหกรณ์ที่รับบริจาคที่ดินบันทึกบัญชีที่ดินที่ได้รับบริจาคคู่กับบัญชีทุนสำรองตามมูลค่ายุติธรรมของที่ดินที่ได้รับบริจาค

หากสหกรณ์ต้องจ่ายเงินสมทบจากทุนดำเนินงานหรือทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินนั้น ให้บันทึกจำนวนเงินที่ต้องจ่ายสมทบไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของที่ดิน พร้อมทั้งโอนลดยอดทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ ไปสมทบทุนสำรอง

ข้อ 71 — การรับบริจาคอาคารและอุปกรณ์/สินทรัพย์ไม่มีตัวตน

วรรค 1: การบันทึกเริ่มแรก

ให้สหกรณ์ที่ได้รับบริจาคอาคารและอุปกรณ์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาหรือเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ต้องตัดจำหน่ายในวันสิ้นปีบัญชี ให้บันทึกบัญชีสินทรัพย์ประเภทนั้น ไปยังบัญชีรายได้จากการรับบริจาครอการรับรู้ตามมูลค่ายุติธรรม

หากสหกรณ์ต้องจ่ายเงินสมทบจากทุนดำเนินงานหรือทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์นั้น ให้สหกรณ์บันทึกจำนวนเงินที่ต้องจ่ายสมทบไปเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนสินทรัพย์ หากจ่ายจากทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ ให้โอนลดยอดทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบ และอื่นๆ ไปสมทบทุนสำรอง

วรรค 2: การคำนวณค่าเสื่อมราคา/ค่าตัดจำหน่าย

การคำนวณค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้รับบริจาครวมกับเงินที่จ่ายสมทบเพิ่มเติมเพื่อให้สินทรัพย์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยค่าเสื่อมราคาให้คำนวณตามอัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ โดยค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายถือเป็นค่าใช้จ่าย

พร้อมกับโอนลดยอดรายได้จากการรับบริจาครอการรับรู้เป็นรายได้ตามจำนวนค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายที่คำนวณจากสินทรัพย์ที่จัดหามาด้วยเงินรับบริจาค เพื่อให้สหกรณ์มีรายได้ไปชดเชยกับค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่าย

ข้อ 72 — การเลิกใช้สินทรัพย์รับบริจาค

ให้สหกรณ์ที่เลิกใช้สินทรัพย์ที่ได้รับบริจาคที่ยังไม่หมดอายุการใช้งาน บันทึกค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายตั้งแต่วันต้นปีบัญชีถึงวันที่เลิกใช้ในปีที่เลิกใช้

พร้อมกับโอนลดยอดรายได้จากการรับบริจาครอการรับรู้เป็นรายได้จากการรับบริจาค และให้โอนปิดบัญชีสินทรัพย์ที่ได้รับบริจาค ค่าเสื่อมราคาสะสม และรายได้จากการรับบริจาครอการรับรู้ของสินทรัพย์ที่เลิกใช้ และรับรู้ผลต่างเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายในปีที่มีการเลิกใช้

ข้อ 73 — การรับบริจาคสินค้า

วรรค 1: บันทึกเริ่มแรก

ให้สหกรณ์บันทึกบัญชีสินค้ารับบริจาค และบัญชีรายได้จากการรับบริจาคสินค้ารอการรับรู้ ด้วยมูลค่ายุติธรรม ณ วันรับมอบ

วรรค 2: นำสินค้าไปขาย

การนำสินค้าที่ได้รับบริจาคไปขาย ให้สหกรณ์บันทึกจำนวนเงินที่ได้รับจากการขายสินค้ารับบริจาคไปเป็นรายได้จากการขายสินค้ารับบริจาค และโอนลดยอดสินค้ารับบริจาคและรายได้จากการรับบริจาคสินค้ารอการรับรู้ด้วยมูลค่ายุติธรรม ณ วันรับมอบสินค้ารับบริจาคตามจำนวนสินค้าที่ขายได้นั้น

วรรค 3: นำเงินที่ได้ไปใช้ตามวัตถุประสงค์

การนำเงินที่ได้จากการขายสินค้ารับบริจาคไปใช้เพื่อการใดการหนึ่งตามที่ผู้บริจาคระบุวัตถุประสงค์ไว้ ให้โอนปิดบัญชีรายได้จากการขายสินค้ารับบริจาคไปบันทึกในบัญชีทุนเพื่อการนั้น

วรรค 4: นำสินค้าไปใช้/แจกจ่าย

การนำสินค้าที่ได้รับบริจาคไปใช้ในการดำเนินงานหรือแจกจ่าย ให้บันทึกลดยอดสินค้ารับบริจาคและรายได้จากการรับบริจาคสินค้ารอการรับรู้ตามมูลค่ายุติธรรม ณ วันรับมอบสินค้ารับบริจาคของจำนวนสินค้าที่นำออกไปใช้หรือที่นำออกไปแจกจ่ายนั้น

ข้อ 74 — การเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์รับบริจาค

ให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลการรับบริจาคสินทรัพย์ในหมายเหตุประกอบงบการเงน ดังนี้:

(1) นโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการคำนวณค่าเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ์ หรือค่าตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ที่รับบริจาค

(2) ข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สหกรณ์ได้รับบริจาคในปีที่ได้รับ โดยเปิดเผยเกี่ยวกับรายการสินทรัพย์รับบริจาคว่าได้รับบริจาคสินทรัพย์ประเภทใด จากใคร จำนวนเงิน

สำหรับกรณีที่นำเงินรับบริจาคไปจัดหาสินทรัพย์และต้องจ่ายเงินสมทบ ให้เปิดเผยเพิ่มเติมว่าสหกรณ์ได้จ่ายเงินสมทบเพื่อให้ได้สินทรัพย์ดังกล่าวประเภทใด มูลค่าเท่าใด

(3) ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวน และข้อจำกัดในกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์รับบริจาคที่ใช้เป็นหลักประกันหนี้สิน

นัยต่อการสอบบัญชี — สินทรัพย์รับบริจาค (ข้อ 67-74)

  1. ตรวจประเภทการรับบริจาค — ระบุวัตถุประสงค์หรือไม่ → ผลทางบัญชีต่างกัน
  2. บัญชีเงินฝากแยกต่างหาก (ข้อ 69) — ตรวจว่าสหกรณ์เปิดบัญชีแยกหรือไม่ ถ้าจำนวนเงินเป็นสาระสำคัญ
  3. ค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์รับบริจาค — ต้องคำนวณคู่ขนานกับการโอนลดบัญชี "รายได้จากการรับบริจาครอการรับรู้" — ตรวจว่าจำนวนตรงกัน
  4. การเปิดเผย — ตามข้อ 74 ครบ 3 ข้อ

สรุปสำหรับผู้สอบบัญชี — หมวด 2 ส่วน 1: สินทรัพย์

กลุ่มสินทรัพย์ ข้อ จุดตรวจสอบสำคัญ
เงินสด 12-13 Cash count, ค่าเผื่อเงินสดขาดบัญชี, การหาผู้รับผิดชอบ
เงินฝากธนาคาร 14-15 Bank confirmation (TSA 505), ภาระผูกพัน
เงินฝากสหกรณ์อื่น 16-17 ตรวจฐานะทางการเงนของผู้รับฝาก, ค่าเผื่อเต็มจำนวน
เงินลงทุน 18-24 ลงทุนตาม ม.62 พ.ร.บ.สหกรณ์, การจัดประเภท, การด้อยค่า
ลูกหนี้ + ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 25-29 Case A/B/C, ลำดับหักชำระ, หลักประกัน
การตัดหนี้สูญ 30-32 คุณสมบัติ 7 กรณี, มติที่ประชุมใหญ่
สินค้าคงเหลือ 34-46 Inventory observation, NRV, สินค้าขาดบัญชี
ที่ดินแทนการชำระหนี้ 50-52 ราคาประเมิน 100% (ราชการ) / 70% (รับอนุญาต)
ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ 53-60 อัตราค่าเสื่อม, การตีราคาใหม่ทุก 5 ปี
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 61-64 อายุการให้ประโยชน์, วิธีตัดจำหน่าย
ค่าใช้จ่ายรอตัดบัญชี 65-66 ตัดจ่ายภายใน 5 ปี
สินทรัพย์รับบริจาค 67-74 ระบุ vs. ไม่ระบุวัตถุประสงค์, การโอนลดเป็นรายได้

กลับไปยัง: ภาพรวมระเบียบ 2563 | ก่อนหน้า: ← หมวด 1: บททั่วไป | ไปต่อ: หมวด 2 ส่วน 2: หนี้สิน